หวนกลับสู่ร้านค้า ท่ามกลางการปฏิวัติเทคโนโลยี 57% ของผู้บริโภคใน 30 ประเทศยังคงต้องการเห็น สัมผัส และทดลองสินค้าก่อนซื้อ

  • 2
  •  
  •  
  •  
  •  

แม้เทคโนโลยี AI และระบบออนไลน์จะพัฒนาก้าวหน้าไปมาก ผู้บริโภคจำนวนมากยังคงหวนกลับสู่การชอปปิงที่ร้านค้าเพื่อรับประสบการณ์ส่วนตัว 

จากข้อมูลของ EY Future Consumer Index (FCI) ที่เผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม Amplify โดย TrendWatching ซึ่งสำรวจผู้บริโภคกว่า 23,000 คน ใน 30 ประเทศ พบว่า 57% ของผู้บริโภคต้องการเห็น สัมผัส และทดลองสินค้าก่อนที่จะซื้อ และ 68% ต้องการคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญสำหรับการซื้อสินค้าที่มีมูลค่าสูง 

นอกจากนี้ 61% ของผู้บริโภคยังยินดีไปที่ร้านค้าเพื่อรับโปรโมชั่นที่ไม่มีให้ทางออนไลน์ ขณะที่ 32% ของผู้บริโภคยังคงต้องการบริการส่วนบุคคลที่สามารถหาได้เฉพาะในร้านค้าเท่านั้น 

แม้ว่าคำแนะนำและข้อเสนอเฉพาะบุคคลที่ขับเคลื่อนด้วย AI จะได้รับความนิยมมากขึ้น (68%) แต่ผู้บริโภคจำนวนมาก (49%) กลับพบว่าการใช้งานแชทบอทอัจฉริยะทำให้รู้สึกหงุดหงิด และ 33% กังวลเกี่ยวกับความลำเอียงในคำแนะนำที่สร้างโดย AI ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการสร้างสมดุลระหว่างเทคโนโลยีกับการบริการจากมนุษย์ รายงานจาก FCI เน้นว่าธุรกิจที่ต้องพบเจอกับผู้บริโภคควรผสมผสานการปฏิสัมพันธ์ส่วนตัวเข้ากับนวัตกรรมทางเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้า โดยเฉพาะในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน เช่น การคืนสินค้าและการแลกเปลี่ยนสินค้า

ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น ผู้บริโภคจำนวนมากกำลังมุ่งเน้นที่ความคุ้มค่า การวิจัยแสดงให้เห็นว่า 85% ของผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับการเงิน และ 72% จะมุ่งเน้นไปที่ความคุ้มค่าในอนาคต โดยเฉพาะในเรื่องความสามารถในการใช้จ่ายสำหรับของชำและสิ่งจำเป็นอื่นๆ 

ผลสืบเนื่องคือทำให้สินค้า Private Label (สินค้าที่พัฒนาขึ้นโดยผู้ค้าปลีกหรือผู้ค้าส่งภายใต้แบรนด์หรือยี่ห้อของตนเอง ซึ่งกระบวนการนี้รวมถึงการวางแผนและพัฒนาสินค้า ตลอดจนการจ้างโรงงานผลิตเพื่อผลิตสินค้า โดยสินค้าดังกล่าวจะวางจำหน่ายเฉพาะในร้านของตนเองเท่านั้น ไม่มีการจำหน่ายในร้านค้าทั่วไป) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดย 66% ของผู้บริโภครู้สึกว่าสินค้าทางเลือกที่มีราคาต่ำกว่าเหล่านี้ตอบสนองความต้องการได้ดีพอๆ กับสินค้าที่มีแบรนด์ และ 38% ไม่มีแผนที่จะกลับไปใช้สินค้าที่มีแบรนด์อีก

วิกฤตค่าครองชีพยังผลักดันให้ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้า Private Label มากขึ้นในทุกกลุ่มรายได้ โดย 60% ของผู้บริโภคที่มีรายได้สูงวางแผนจะซื้อสินค้าอาหารสดและหมวดหมู่อื่นๆ ที่เป็น Private Label ซึ่งร้านค้าปลีกได้ใช้โอกาสนี้ในการโปรโมทสินค้า Private Label อีกทั้งยังเพิ่มตัวเลือกสินค้าให้กว้างขึ้น

นอกจากนี้ ยังพบการเปลี่ยนแปลงในกิจกรรมภายในบ้าน ซึ่งยังคงเติบโตในบทบาทของศูนย์กลางการบริโภคตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด โดย 68% ของผู้บริโภคกำลังประเมินวิธีการใช้เวลาใหม่กับสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุด กลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z และ Millennials ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่สังคมมากที่สุด ก็ยอมรับการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยกำลังหันมาสนใจการทำอาหาร (54%) และสันทนาการ (37%) ภายในบ้านมากขึ้น ทั้งนี้เป็นการตอบสนองต่อแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังคงท้าทายค่าใช้จ่ายในครัวเรือน 

ขอบคุณที่มา: TrendWatching, ThinkNextAsia


  • 2
  •  
  •  
  •  
  •