L’Oreal มั่นใจตลาดสินค้าความงามไปได้ดี เศรษฐกิจแย่แต่ไม่ส่งผลกระทบเท่าใด พร้อมย้ำปีที่แล้วโตกว่าตลาดรวม 3 เท่า ยันยังไม่มีนโยบายนำแบรนด์ใหม่เข้ามาทำตลาดเพิ่ม
โคลัต รัมเพลอร์ กรรมการผู้จัดการ L’Oreal ประเทศไทย เผยว่า ตลาดผลิตภัณฑ์ความงามในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมาของปี 2552 มีความมั่นคงพอสมควร ขณะที่อุตสาหกรรมอื่นๆ ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ และมั่นใจว่าทั้งปีนี้ตลาดรวมก็น่าจะดีขึ้น ซึ่งสังเกตได้จาก 5 เดือนแรกข่าวคราวต่างๆ ค่อนข้างเป็นในทางลบ แต่ขณะนี้ทุกอย่างเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้นเริ่มมีความสมดุล
“จากประสบการณ์ของผมที่ทำตลาดสินค้าความงามที่ L’Oreal ประเทศเยอรมันมานานกว่า 5 ปีแล้ว พบว่าตลาดสินค้าความงามมีการเติบโตตลอดต่อเนื่อง ประมาณ3-4% ไม่มีสะดุดแม้ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรก็ตาม ในเมืองไทยก็เช่นเดียวกัน”
ส่วนกรณีที่มองกันว่า ผู้บริโภคจะเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้สินค้าจากแบรนด์ที่มีราคาแพงมาสู่แบรนด์ที่มีราคราต่ำลง เพื่อให้สอดรับกับกำลังซื้อหรือไม่นั้น ก็เป็นภาพที่ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะแบรนด์ในกลุ่มของ L’Oreal ก็ยังไปได้ดี ซึ่งเรามีหลายระดับทั้งแบรนด์ชั้นสูงยังโตต่อเนื่อง แบรนด์ระดับแมสยังไปได้ตลอด ส่วนกลุ่มเวชสำอางก็ยังไปได้ดี
ตลาดที่น่าสนใจ ก็คือ ตลาดสินค้าผู้ชาย ซึ่งมีการเติบโตที่ดี แม้ว่าปัจจุบันจะมีสัดส่วนประมาณ 10% แต่ก็เติบโตเร็วถึง 25% เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ชัดเจน โดยเฉพาในประเทศเกาหลีสินค้าที่จับกลุ่มผู้ชายที่ดูแลตัวเองมีการเติบโตที่ดีมาก สำหรับผลประกอบการของลอรีอัลไทยรอบปีที่แล้วอยู่ระหว่างการสรุป แต่โดยรวมแล้วมีการเติบโตที่ดี ขณะที่ปีที่แล้วบริษัทฯเติบโตมากกว่าตลาดรวม 3 เท่า ซึ่งคาดว่าปีนี้ทั้งปีตลาดรวมน่าจะมีการเติบโตประมาณ 6%
นโยบายการทำงานของบริษัทจากนี้ยังคงมุ่งเน้น 3 กลยุทธ์หลัก คือ
- 1. การนำอินโนเวชั่น หรือนวัตกรรมใหม่ๆ นำเสนอตลาด
- 2. การทำให้ลอรีอัลเป็นองค์กรที่มีความสุข
- 3. การผลักดันลอรีอัลให้มีส่วนช่วยเหลือสังคม ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ลอรีอัลทั้วโลกก่อตั้งครบรอบ 100 ปี จึงได้จัด 100 โครงการเพื่อสังคม ในส่วนของไทยได้จับมือกับพันธมิตรจัดโครงการทุนฝึกทักษะอาชีพเสริมสวยให้กับสตรีบ้านพักฉุกเฉิน
ทั้งนี้ บริษัทเตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่ในช่วง 1 เดือนจากนี้ เป็นด้านสกินแคร์ อย่างไรก็ตาม บริษัทจะสนับสนุนและทำการตลาดเต็มที่กับ 19 แบรนด์ ในเครือที่ทำตลาดอยู่ในประเทศไทยเวลานี้ และยังไม่มีนโยบายนำแบรนด์ใหม่เข้ามาทำตลาดเพิ่มในระยะนี้ ซึ่งทั่วโลกของลอรีอัลมีทั้งหมด 23 แบรนด์
โดย 19 แบรนด์ในไทยนั้นแบ่งเป็น กลุ่มผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค เช่น ลอรีอัล ปารีส การ์นิเย่ เมย์เบลลีน กลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามขั้นสูง เช่น ลังโคม ไบโอเธิร์ม ชูอูเอมูระ ราฟลอเรน จิออร์จิโออาร์มานี วิคเตอร์แอนด์รอล์ฟ ดีเซล คาคาเระ อีฟแซงโลรองซ์ กลุ่มผลิตภัณฑ์เวชสำอางที่จำหน่ายผ่านทางเคาน์เตอร์ร้านขายยา เช่น ลาโรช-โพเซย์ วิชี่ และกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับช่างทำผมมืออาชีพ เช่น ลอรีอัล โปรเฟสชันนอล เคเรสตาส แมทริกซ์
แม้ว่าจะไม่มีการนำเข้าแบรนด์มาเพิ่ม แต่ในตลาดรวมก็มีสินค้าหลายแบรนด์โดยเฉพาะจากเกาหลีเข้ามาทำตลาด นายโคลัตมองว่า ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้ตลาดมีการแข่งขันและมีการพัฒนาส่งผลดีต่อผู้บริโภค ซึ่งบริษัทเองก็คงยึดหลักการแข่งกับตัวเองเพื่อนำเสนอสินค้าและโปรโมชันที่ดีให้กับผู้บริโภค ทั้งนี้ ลอรีอัลมีส่วนแบ่งการตลาด 15.8% จากตลาดโลก และมียอดขาย 17,500 ล้านยูโร ในปี 2551
Source: ASTV ผู้จัดการออนไลน์