เมื่อโลกดิจิทัลทำให้การติดต่อสื่อสารของเราง่ายขึ้น ข้อมูลข่าวสารหลั่งไหลจากทุกทิศทุกทาง และมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและความคิดของผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว ซึ่งความเร็วของการเปลี่ยนแปลงมิใช่เร็วแบบปีต่อปีแต่การเปลี่ยนแปลงอาจเกิดขึ้นในระยะเวลาเพียง 3 เดือน หรือ 6 เดือน หรือเปลี่ยนแบบเรียลไทม์เลยก็เป็นได้
ดังนั้น หน้าที่สำคัญของนักการตลาดคือการอัปเดทติดตามการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วดังกล่าว นำข้อมูลในหลากหลายมิติมาเปลี่ยนเป็นอินไซต์ (Insight) สำคัญ เพื่อเป็นพลังในการขับเคลื่อนธุรกิจต่อไป
ธุรกิจทั่วโลกกล้าทุ่มเงินลงทุนให้กับ Data สูงกว่า 7.4 ล้านล้านบาท
อย่างที่ได้กล่าวไป สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคได้อย่างดีคือ การรวบรวม Data ต่างๆ จากผู้บริโภคมาแปลงเป็น Insight เพื่อให้เข้าใจความต้องการที่แท้จริง จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ภาคธุรกิจทั่วโลกจะให้ความสำคัญและมีแนวโน้มที่จะลงทุนไปกับเรื่องนี้สูงขึ้นเรื่อยๆ ด้วย
บทความจาก Forbes ในชื่อ “Eight Trends Predicted To Define Data Analytics In 2022” ระบุว่า ในปี 2021 มีการประเมินว่า ธุรกิจต่างๆ ใช้เงินลงทุนเฉพาะการทำ Big data สูงถึง 215,000 ล้านดอลลาร์ (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 7.4 ล้านล้านบาท) เพื่อใช้เป็นโซลูชั่นในการวิเคราะห์และตัดสินใจด้านธุรกิจ ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจากปี 2020 ถึง 10% (คลิกอ่านเพิ่มเติม)
ข้อมูลนี้สะท้อนว่า การใช้ Data เป็นเทรนด์สำคัญที่ธุรกิจทั่วโลกพร้อมลงทุน เพราะช่วยให้ธุรกิจสามารถตัดสินใจในเรื่องต่างๆ แม่นยำขึ้น ช่วยให้เข้าใจผู้บริโภคได้มากขึ้น ลดต้นทุน และลดเวลาในการดำเนินการ รู้พฤติกรรมเชิงลึกของลูกค้า สามารถนำไปวางแผนการตลาด ช่วยในการเข้าถึงและขยายฐานลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว หรือนำข้อมูลไปพัฒนาสินค้าหรือบริการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และยิ่งมีข้อมูลมากเท่าไรความผิดพลาดในการตัดสินใจก็จะยิ่งน้อยลง สรุปสั้นๆ ก็คือ คุ้มค่ากับการลงทุนนั่นเอง
First Party Data เพียงพอหรือยังในการทำธุรกิจ
คงพอจะเห็นภาพกันแล้วว่า Data มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการทำธุรกิจอย่างไร ดังนั้น หลายองค์กรเริ่มให้ความสำคัญกับการเก็บ First Party Data หรือเก็บ Data ของตัวเองมากขึ้น แต่ก็มีคำถามว่า การเก็บ First Party Data อย่างเดียวเพียงพอหรือไม่?
สำหรับข้อมูลที่แบรนด์เก็บได้เองส่วนใหญ่ก็คือข้อมูลทั่วๆ ไป เช่น เพศ อายุ สินค้าที่ซื้อบ่อย ปริมาณที่ซื้อแต่ละครั้ง เป็นต้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เกิดจากแบรนด์เดียว ข้อมูลด้านเดียว ซึ่งในการทำธุรกิจต้องเรียกว่าเป็นปริมาณที่น้อย ไม่รอบด้าน และอาจไม่เพียงพอที่จะนำไปต่อยอดเพื่อทำแคมเปญอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดได้
ขณะเดียวกัน เมื่อรวมกับกระแสความกังวลเรื่อง Privacy Policy ไม่ว่าจะเป็นความกังวลเรื่องการล้วงข้อมูล หรือกังวลว่าจะถูกนำข้อมูลไปใช้หาผลประโยชน์แอบแฝง ยิ่งทำให้ผู้บริโภครู้สึกไม่ปลอดภัยกับการที่จะยินยอมให้ข้อมูล ซึ่งอาจส่งผลให้ตัดสินใจบล็อกหรือไม่อนุญาตให้เข้าถึงได้เลย ยิ่งทำให้การเก็บข้อมูลในฝั่ง First Party Data เป็นไปด้วยความยากลำบาก ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำการตลาดเพื่อ ถ้าเช่นนั้น คำตอบที่จะดีที่สุดของการนำ Data มาใช้งานอยู่ที่ตรงไหน?
Second Party Data กำลังเสริมที่แข็งแกร่งในยุคดิจิทัล
เมื่อ First Party Data ยังเต็มไปด้วยข้อจำกัด สิ่งที่จะเป็นคำตอบได้ และเป็นเทรนด์สำคัญในยุคนี้ก็คือการใช้ข้อมูลจาก Second Party Data มาร่วมด้วย ซึ่งอันที่จริงแล้ว Second Party Data ก็คือ First Party Data ของคนอื่นที่เราได้ตัดสินใจทำความตกลงจับมือร่วมกันแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน ซึ่งจะเป็นการทลายข้อจำกัดของข้อมูลจาก First Party Data ทำให้เรามีข้อมูลจากแหล่งอื่นมาประกอบใช้งานเพิ่มขึ้น ที่สำคัญ เหมาะอย่างยิ่งหากจะต้องทำการตลาดแบบ Personalized Marketing เพื่อให้เราได้รู้จักตัวตนของลูกค้ามากขึ้น ทำให้รู้ว่าจริงๆ แล้วเขาเป็นใคร มีความสนใจในเรื่องอะไร และยังสามารถคาดเดาได้ด้วยว่าเขามีแนวโน้มที่จะซื้ออะไรต่อไป
ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์โรงพยาบาล ที่มีการเก็บ First Party Data จากระบบ CRM ของตัวเองที่ดีมาก แต่ก็มีแค่ข้อมูลแค่เฉพาะของตัวเอง สิ่งที่ทำได้อาจจะเป็นการจัดโปรโมชั่นหรือทำส่วนลดได้บ้างระดับหนึ่ง แต่หากได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับพาร์ทเนอร์ด้วยก็จะทำให้รู้พฤติกรรมด้านอื่นๆ มากขึ้น เช่น ความชอบในการทานอาหาร รสนิยมในการแต่งตัว ฯลฯ ซึ่งทำให้รู้จักตัวตนของลูกค้ามากขึ้น และจะช่วยในการทำ Personalized Marketing ได้อย่างถูกต้องตรงใจ เป็นการสร้าง Customer Experience ที่ดี ทำให้ลูกค้าชื่นชอบกับการได้สิทธิประโยชน์ที่ตรงความต้องการมากขึ้นด้วย และหากลองนึกภาพตามถ้าคุณได้จับมือ Second Party Data ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีข้อมูลมหาศาล มีฐานสมาชิกเป็นล้านๆ คน จะยิ่งประสบความสำเร็จมากแค่ไหน
สำหรับ The 1 for Business ในฐานะ Digital Lifestyle & Loyalty Platform ภายใต้เครือเซ็นทรัล มีระบบฐานสมาชิกที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 1 ในไทย มีข้อมูลทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์กว่า 19 ล้านคน มีการสะสมคะแนนมากกว่า 14,000 ล้านคะแนนต่อปี โดยที่เกิดจากการรวบรวมข้อมูลจาก ecosystem ของทุกแบรนด์ในเครือเซ็นทรัล ไม่ว่าจะเป็น ห้าง Central, Tops, Power Buy, Office Mate, ไทวัสดุ ฯลฯ ยังไม่พอ ยังมีข้อมูลจากพาร์ทเนอร์อีกกว่า 2,000 แบรนด์ด้วย ดังนั้น ข้อมูลที่ได้รวบรวมจึงมีในปริมาณที่มหาศาล
มากไปกว่านั้นข้อมูลที่ได้ไม่ใช่มากแค่ในเชิงปริมาณ ยังเป็นข้อมูลที่เต็มไปด้วยคุณภาพ เพราะลูกค้าที่ใช้บริการ The 1 เป็นกลุ่ม Quality customer ที่ดี มีกิจกรรมการสะสม (Earn) คะแนน และแลก (Redeem) คะแนนผ่านแอป The 1 ที่แอ็กทีฟมาก รวมไปถึงข้อมูลที่ได้จากลูกค้ายังเป็น Purchasing Data เพราะเกิดจากการเก็บผ่านพฤติกรรมการซื้อจริง เป็น Conversion จริง ไม่ใช่การเก็บจากพฤติกรรมความสนใจทั่วๆ ไป รวมไปถึงเป็นการเก็บจากหลากหลายกลุ่มธุรกิจและกลุ่มอุตสาหกรรม ดังนั้น จึงเรียกได้ว่าเป็นข้อมูลที่มีคุณภาพครอบคลุมในทุกมุมไลฟ์สไตล์ของการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การกินดื่มเที่ยว ทั้งชีวิตออนไลน์ออฟไลน์ ฯลฯ ทำให้เข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าในหลากหลายมิติ เป็นการรู้จักตัวตนของคนๆ นั้นจริงๆ อย่างรอบด้านแบบ 360 องศา ซึ่งสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ในการ predictทำนายพฤติกรรมและความต้องการของคนๆ นั้นล่วงหน้าได้ด้วย ซึ่งมีประโยชน์มากในการนำมาทำแคมเปญและวางแผนทางการตลาด
จึงถือได้ว่า Data ของ The 1 เป็นหนึ่งใน data ที่แข็งแกร่งที่สุดในตลาด และสามารถเข้าถึงพฤติกรรมคนไทยมากที่สุด
ทั้งนี้ ในส่วนบริการด้าน data ของ The 1 for Business ซึ่งเรียกว่า Data & Insights มีโปรดักส์โซลูชั่นในส่วนนี้ประกอบไปด้วย 2 บริการหลัก ดังนี้
1.The 1 BIZ – Data Enrichment
เป็นบริการที่ช่วยให้พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจพัฒนาโปรไฟล์ลูกค้าของตัวเองได้ดียิ่งขึ้นในแบบ 360 องศา โดยพาร์ทเนอร์ที่ร่วมกับ The 1 สามารถนำข้อมูลของตัวเองมา mapping กับข้อมูลของ The 1 และทำการ enrich เพื่อให้ได้ข้อมูลของลูกค้าที่ครอบคลุมถึง ไลฟ์สไตล์ ความสนใจ และไปจนถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายเชิงลึก โดยที่ไม่ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่ได้รับการยินยอม เพื่อให้พาร์ทเนอร์สามารถนำไปต่อยอดเพื่อกำหนดกลยุทธ์ทางธุรกิจต่างๆ เช่น พัฒนาสินค้าหรือบริการ สร้างแคมเปญการตลาดให้ตรงจุด ช่วยยกระดับ Customer Experience ให้ดียิ่งขึ้นได้ เป็นต้น
2.The 1 BIZ – Insight Report
เป็นบริการที่ช่วยสรุปข้อมูลสำคัญของกลุ่มเป้าหมายตามโจทย์ที่ต้องการจากพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ เพื่อนำมาทำแคมเปญให้มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลความเคลื่อนไหวของลูกค้าทั้งออฟไลน์ออนไลน์ ชนิดที่ลงลึกในรายละเอียด ตั้งแต่การเข้าออกหน้าร้าน การหยิบของใส่ตระกร้า ปริมาณการซื้อในแต่ละครั้ง หรือข้อมูลของแต่ละสาขา เช่น สาขาที่มียอดขายสินค้าประเภทเดียวกับสินค้าของพาร์ทเนอร์ดีที่สุด ฯลฯ หรือข้อมูลยอดขายทั้งหมด (Total Sales) ข้อมูล Market share ของธุรกิจ ยอดขายในแต่ละห้างฯ ในเครือ Central รวมไปถึงการสรุปสถิติความเคลื่อนไหวของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพาร์ทเนอร์และการอัปเดทพฤติกรรมใหม่ๆ ของผู้บริโภคที่ไม่ควรพลาด เพื่อนำมาใช้วิเคราะห์วางแผนการขาย วางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการจัดโปรโมชั่นหรือแจกคูปองเพื่อผลักดันยอดขายให้บรรลุเป้าหมายอย่างสูงสุด
ดังนั้น บริการทั้งสองนี้จะช่วยให้แบรนด์สามารถนำข้อมูลไปต่อยอด หรือพัฒนาสินค้าและบริการให้ดีขึ้นตรงกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ฉับไวและแม่นยำมากยิ่งขึ้น
ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพทำให้เราเห็นว่า Data นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำธุรกิจ แต่มากไปกว่านั้นคือจะจัดการและต่อยอดอย่างไรให้เกิดเป็น Insight ที่ทรงพลัง คำตอบที่ดีก็คือ การจับมือกับพาร์ทเนอร์ด้าน Data ที่แข็งแกร่งที่สุด ธุรกิจของเราก็จะประสบความสำเร็จ เติบโตอย่างก้าวกระโดดสเกลอัปชนิดที่คาดไม่ถึงเลยทีเดียว
ทำความรู้จัก The 1 for Business มากขึ้นได้ที่ https://www.the1.co.th/the1forbusiness หรือส่งอีเมลเพื่อให้ทีมงานติดต่อกลับได้ที่ the1forbusiness@central.co.th หรืออ่านบทความก่อนหน้า
The 1 for Business คำตอบการทำธุรกิจยุคดิจิทัล : https://www.marketingoops.com/news/biz-news/the-1-for-business-overview/
กลยุทธ์ Loyalty & Rewards ผลักดันธุรกิจเติบโตก้าวกระโดด : https://www.marketingoops.com/news/biz-news/the-1-loyalty-and-rewards/