ถือเป็นผู้บุกเบิก “โฟมไม่มีฟอง” ในไทย และเป็นรายแรกๆ ของตลาด “ยาสีฟันพรีเมียม” ในไทย ถึงวันนี้เป็นเวลามากกว่า 20 ปีแล้วที่ “สมูท-อี” (Smooth-E) และ “เดนทิสเต้” (Dentiste) สองแบรนด์สัญชาติไทยที่เกิดขึ้นจากเภสัชกรไทย “ดร.แสงสุข พิทยานุกูล” โลดแล่นอยู่ในตลาด Skin Care และตลาด Oral Care ที่กล้าท้าชิงในสมรภูมิที่มีแบรนด์แข็งแกร่งระดับโลกจากค่าย FMCG ยักษ์ใหญ่
หลังจากแจ้งเกิด และสามารถก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งใน Major Player ในตลาดไทยได้สำเร็จ พร้อมทั้งนำพา “สองแบรนด์ไทย” ขยายออกสู่ตลาดต่างประเทศ “บริษัท สยามเฮลท์ กรุ๊ป จำกัด” เจ้าของแบรนด์ “สมูท-อี” และ “เดนทิสเต้” เดินหน้าแผนธุรกิจครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี เพื่อรุกสมรภูมิตลาด ร้านสุขภาพและความงาม (Health & Beauty Store) ที่มีเม็ดเงินรวมกว่า 200,000 ล้านบาท !!!
ปิดดีลซื้อกิจการร้านขายยา “P&F” ทางลัดลุยธุรกิจรีเทล “Drug Store” มูลค่า 2 แสนล้าน
ด้วยความที่เป็น “เภสัชกร” มาก่อนที่จะมาสร้างธุรกิจสยามเฮลท์ กรุ๊ป “ภก.ดร.แสงสุข” มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของธุรกิจร้านขายยาในไทย ที่ในระยะหลังมานี้เน้นทำโปรโมชันลดราคา มากกว่าเน้นคุณภาพ ในขณะที่ผู้บริโภคมีโอกาสพบเภสัชกรในร้านขายยาน้อยลง
“ผมเป็นเภสัชกรที่เคยเปิดร้านขายยาหลายสาขา เช่น สาขาสยามเซ็นเตอร์, เซ็นทรัลเวิลด์, ซีคอนสแควร์ และบางลำพู ผมเห็นตลาดร้านขายยาเปลี่ยนแปลงจากอดีตมาก โดยเฉพาะการแข่งขันทำโปรโมชั่นลดราคามากกว่าเรื่องคุณภาพ ผู้บริโภคเริ่มมีโอกาสพบเภสัชกรในร้านขายยาน้อยลง
ส่งผลให้การบริโภคยาขาดคุณภาพ และอาจทำให้เสียชีวิตจากการบริโภคยาได้ และในอดีตเภสัชกรไม่เพียงพอต่อความต้องการ แต่ปัจจุบันเภสัชกรมีจำนวนมากเพียงพอ แต่ต้องบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งเชื่อว่ายังไม่สายเกินไปที่จะริเริ่มทำการตลาดแนวใหม่ เพื่อยกระดับร้านขายยาทั้งตลาด”
ประกอบกับในปัจจุบันธุรกิจ Health & Beauty Store และ Drug Store ถือเป็นเซ็กเมนต์ในธุรกิจรีเทลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยคาดการณ์ว่าตลาดนี้มีมูลค่ารวมมากกว่า 200,000 ล้านบาท ปัจจัยที่ทำให้เติบโต เนื่องจากคนไทยดูแลสุขภาพมากขึ้น จึงทำให้ในช่วงเวลาไม่ถึง 10 ปีมานี้ มีการขยายตัวของ Health & Beauty Store และ Drug Store มากมาย
ข้อมูลจากหน่วยงานบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข คาดการณ์จำนวนร้านขายยาทั่วประเทศ มีมากกว่า 22,000 -23,000 แห่ง ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ 30% และต่างจังหวัด 70% แบ่งเป็น
-
ร้านขายยาเดี่ยว (Standalone) ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ประกอบการเป็นรายกลางและเล็ก(SME) มีสัดส่วนกว่า 80% ของจำนวนร้านขายยาแผนปัจจุบันทั้งหมด
-
ร้านขายยาของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีสาขา (Chain store) ทั้งในรูปแบบของการลงทุนเองและการขยายธุรกิจในรูปของแฟรนไชส์ (Franchise)
“ตลาดร้านขายยามีอัตราเติบโตเฉลี่ยปีละ 10% มูลค่ายาจากตลาดร้านขายยายังคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 20% ของตลาดยาทั้งระบบ และมีแนวโน้มเติบโตได้อีกมาก
เพราะถือเป็นทางเลือกที่ประชาชนสามารถใช้บริการเมื่อมีอาการเจ็บป่วยเบื้องต้น ราคายาและสินค้าทางการแพทย์ถูกกว่าการใช้บริการในโรงพยาบาลเอกชน บวกกับเทรนด์การรักษาสุขภาพของคนรุ่นใหม่ที่นิยมเลือกซื้ออาหารเสริมประเภทต่างๆ เพื่อดูแลสุขภาพและเสริมความงามด้วย”
จากปัจจัยดังกล่าวนี่เอง ทำให้ในที่สุด “สยามเฮลท์ กรุ๊ป” จึงตัดสินใจขยายอาณาจักรขยายไปยัง “ธุรกิจร้านขายยา” (Drug Store) ด้วยการเข้าซื้อกิจการ “ร้านขายยา P&F” ที่ปัจจุบันมี 75 สาขา นับเป็นทางลัดในการต่อจิ๊กซอว์ “ธุรกิจปลายน้ำ” ซึ่งเป็นธุรกิจรีเทล
เพราะจะทำให้ “สยามเฮลท์ กรุ๊ป” มี Business Ecosystem ครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การเป็นเจ้าของแบรนด์ และเป็นผู้ผลิต ไปจนถึงการมีช่องทางค้าปลีกของตนเอง
สำหรับ “P&F” เป็นร้านขายยาคุณภาพที่เปิดดำเนินการมานานถึง 35 ปีแล้ว จากการรวมตัวของเภสัชกรที่มีอุดมการณ์ 5 ท่าน ในอดีตเน้นเป้าหมายการคัดสรรและจำหน่ายยาที่มีคุณภาพเพื่อผู้บริโภค ไม่ได้เน้นการแข่งขันด้านการตลาด แต่ปัจจุบันตลาดร้านขายยามีการแข่งขันสูงมาก ทั้งการลดราคาสินค้า ลดการจ้างเภสัชกร ส่งผลให้คุณภาพในร้านขายยาลดลงตามด้วย
เปิดแผนธุรกิจปรับโฉมแบรนด์–สาขาครั้งใหญ่ – ตั้งเป้าเปิด “1 อำเภอ 1 ร้านขายยา” รวม 800 สาขา – เน้นคุณภาพ มากกว่าแข่งตัดราคา
สำหรับแผนธุรกิจในปีนี้ วางแผนลงทุนธุรกิจร้านขาย P&F ในทุกด้าน ประกอบด้วย
-
รีโนเวทร้านเดิมทั้ง 75 แห่ง ที่ปัจจุบันส่วนใหญ่อยู่ในศูนย์การค้า
-
ปรับแบรนด์ดิ้งและโลโก้ใหม่ให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น เพื่อสร้าง “ร้านขายยาในอุดมคติ” ที่มีคุณภาพและครบวงจร
-
การทุ่มเงินขยายสาขา ตั้งเป้าหมายเร่งขยายสาขาครบ 120 สาขา ตามแผนระยะสั้น 1-3 ปี โดเน้นสาขาแบบ Standaloneในทำเลที่มีศักยภาพ เช่น ย่านธุรกิจ ย่านชุมชน แหล่งสถานศึกษา แหล่งท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กลุ่มผู้บริโภค และเสริมความแข็งแกร่งด้านการแข่งขัน จากปัจจุบัน “P&F” เป็นเชนร้ายขายยาในไทยที่ติด Top 5 แล้ว
-
ปูทางสู่แผนระยะยาว เปิดสาขาร้านขายยา P&F ในทุกจังหวัดของประเทศไทย ภายใต้วิสัยทัศน์ “1 จังหวัด 1 ร้านขายยา” และ “1 อำเภอ 1 ร้านขายยา” รวม 800 สาขาทั่วประเทศ
-
ลงทุนด้านบุคคลากร โดยจัดอบรมบุคลากรให้มีความรู้เรื่องยาและการบริการ เช่น การยกมือไหว้สวัสดี และขอบคุณลูกค้าทุกครั้ง รวมถึงการแต่งกายที่สุภาพเรียบร้อย น่าเชื่อถือ ซึ่งจะเป็นการเสริมทัพอาชีพเภสัชกรให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
-
การลงทุนด้านระบบสมาชิก (Membership) วางระบบคอมพิวเตอร์บันทึกข้อมูลส่วนตัวเบื้องต้นของลูกค้า ประวัติการใช้ยา การแพ้ยา โรคประจำตัว ซึ่งในอนาคตจะเชื่อมต่อข้อมูลกับโรงพยาบาล และระบบประกันสุขภาพต่างๆ
-
เช่น ในวันอังคารหรือวันศุกร์ จะเปิดเพิ่มเป็น “คลินิกแพทย์” เพื่อให้ผู้บริโภคเข้ามาตรวจและได้รับคำปรึกษาโดยตรงจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และส่งเสริมให้ร้านขายยาที่มีคุณภาพเป็นทางเลือกที่ดีของผู้บริโภค
-
รวมทั้งเพิ่มบริการให้คำปรึกษาออนไลน์ 24 ชั่วโมง จากเภสัชกรโดยตรง
-
มีแผนร่วมทุนจับมือกับนักลงทุนต่างชาติ เพื่อขยายและเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจมากยิ่งขึ้น
-
วางเป้าหมายรายได้ คาดว่า P&F จะสามารถเพิ่มสัดส่วนรายได้มากถึง 10% จากรายได้รวม จากปัจจุบันอยู่ที่ 2.5% และภายใน 4 ปี จะสามารถนำกิจการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้
“แบรนด์ร้าน P&F จะมีความชัดเจนมากขึ้น เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือก ทั้งการได้รับยาและบริการที่มีคุณภาพ รวมทั้งรู้สึกผ่อนคลาย เมื่อเข้ามาใช้บริการ เราจะมีเภสัชกรประจำร้านทุกวัน คัดสรรยาและอาหารเสริมที่เกิดจากวิวัฒนาการใหม่ๆจากต่างประเทศ บริการหลังการขายที่ช่วยให้ผู้บริโภคยุคปัจจุบันใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพแท้จริง นอกจากนี้ เตรียมขยายการจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์ และเจาะกลุ่มผู้บริโภคแต่ละประเภท แต่ละโรคเฉพาะเจาะจงมากขึ้น”