Priceza ประกาศจับมือค้าปลีกไทยสู่โลก Affiliate Commerce เผย 5 เทรนด์ Thailand E-Commerce 2025

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

 

นายธนาวัฒน์ มาลาบุปผา CEO & Co-Founder of Priceza, ที่ปรึกษา และนายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย (THECA) เผย 5 เทรนด์อีคอมเมิร์ซประเทศไทยปี 2025 ในงาน “Priceza Thailand E-Commerce Trends 2025” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2025 ณ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน ที่ผ่านมา โดยในงานนี้ชี้ให้เห็นถึงทิศทางการเติบโตและโอกาสของผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยผ่าน 3 Sessions ดังนี้

 

 

Session 1:

คุณชญานิศ สมสุข

นักวิเคราะห์, ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC

บรรยายในหัวข้อ Insights into Retail and Modern Trade 2025

(เจาะลึกธุรกิจค้าปลีกและ Modern Trade ปี 2025)

 

Session 2:

คุณธนาวัฒน์ มาลาบุปผา

CEO & Co-Founder of Priceza, Honorary President of Thai E-Commerce Association

บรรยายในหัวข้อ E-Commerce Trends & Opportunities in 2025

(แนวโน้มและโอกาสสำคัญในอีคอมเมิร์ซปี 2025 สู่การเติบโตในยุคแห่งความท้าทาย)

 

Session 3:

คุณโยธกา รอดโพธิ์ทอง Marketing Director จาก COM7

คุณอนุพงศ์ ทะสดวก Deputy CEO จาก NocNoc

คุณพิจิตรา เรืองวัฒนไพศาล (โปรไหม)

เสวนากันใน Panel Discussion หัวข้อ Overcoming Challenges for Business Growth in 2025

(รับมือกับความท้าทายที่จะทำให้ธุรกิจโตในปี 2025)

 

คุณชญานิศ สมสุข จาก SCB EIC แชร์ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากอานิสงส์ของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงด้านลบรอบด้าน ธุรกิจค้าปลีกไทยปี 2024 มีมูลค่า 4ล้านล้านบาท และคาดว่าปี 2025 จะเติบโตประมาณ 5.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนไปที่มูลค่า 4.21ล้านล้านบาท ส่วนตลาดตลาดอีคอมเมิร์ซ์ประเทศไทยนั้นคาดการณ์ว่ามีมูลค่า 1ล้านล้านบาทในปี 2024 โดยมีสัดส่วนเป็น 25% ของมูลค่าค้าปลีกทั้งประเทศ

 

 

คุณธนาวัฒน์ มาลาบุปผา จาก Priceza ชี้ให้เห็นว่าภาพรวมมูลค่าตลาด E-Commerce ในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2022 – 2024 ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าอยู่ที่ 5.56ล้านล้านบาท ในปี 2024 โดยประเทศไทยมีสัดส่วนมูลค่าตลาดเป็นอันดับที่2 กินสัดส่วน 16.4% และคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาด E-Commerce ในภูมิภาคนี้จะยังเติบโตต่อเนื่องไปอยู่ที่ 13ล้านล้านบาท ในปี 2030

ภาพรวมมูลค่าตลาด E-Commerce ในประเทศไทยคาดการณ์ว่าจะโตจากมูลค่า 1ล้านล้านบาทในปี 2024 ไปเป็น 2ล้านล้านบาทในปี 2030 คุณธนาวัฒน์ ชี้ลงลึกให้เห็นว่า สัดส่วนการขาย E-Commerce ในประเทศไทยในปี 2024 มูลค่า 1ล้านล้านบาท คาดการณ์โดยประมาณแบ่งได้เป็น 5 ส่วน

  1. Marketplace มีส่วนแบ่ง 50%
  2. Video Commerce มีส่วนแบ่ง 20%
  3. Social Commerce มีส่วนแบ่ง 18%
  4. Quick Commerce & Grocery
    มีส่วนแบ่ง 8%
  5. e-Tailers & Brand.com มีส่วนแบ่ง 4%

คุณธนาวัฒน์ เผย 5 เทรนด์ปี 2025 ปีแห่งความกล้า ฝ่าทุกอุปสรรค ปลดล็อกอนาคตอีคอมเมิร์ซไทย

 

Trends 1: The Rise of Affiliate Commerce เป็น E-Commerce พันธุ์ใหม่ขับเคลื่อนการเติบโตของอีคอมเมิร์ซไทยปี 2025

 

จากภาพ Thailand E-Commerce Landscape 2025 ชี้ให้เห็นอิทธิพลของ Affiliators & Influencers ที่เข้ามาเป็นช่องทางการตลาดที่สำคัญของการทำ E-Commerce ประเทศไทย ข้อมูลชี้ว่ามีคนไทยมากถึง 9ล้านคนที่เป็น Content Creators โดยผู้บริโภคคนไทย 83% ยอมรับว่าซื้อสินค้า/บริการ เพราะว่าได้รับการแนะนำมาจากอินฟลูเอนเซอร์ ทำให้โมเดลการทำ Affiliate เป็นหนึ่งในช่องทางการสร้างตลาดที่สำคัญ

เทรนด์ Affiliate Commerce ถูกขับเคื่อนด้วยโมเดล 3C ปี 2024 ตลาดได้พิสูจน์แล้วว่า Content ที่ดีมีผลกับยอดขายโดยตรง Content ที่ดีช่วยขายของได้ วัดผลได้ในช่องทาง Online หรือที่เรียกว่า Affiliate Commerce และ Content ดีๆเหล่านี้มาจาก Creators เก่งๆ ปี 2025 จะเป็นปีที่ Brands ต่างๆพยายามแย่งตัว Creators เก่งๆมาเป็นพันธมิตรด้วย

การทำ Affiliate Commerce ในปี 2025 จะไม่ได้เกิดเฉพาะผ่านช่องทาง E-Marketplace ในแพลตฟอร์ม E-Commerce ต่างชาติเพียงอย่างเดียว คือ Shopee/Lazada/Tiktok Affiliate ปี 2025 Priceza ประกาศเปิดจับมือธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ชั้นนำไทยหลายราย เช่น 7-Eleven’s ALL ONLINE, Lotus’s, BANANA, Insurverse, Coway เข้าสู่โลก Affiliate Commerce ผ่านแพลตฟอร์มใหม่ Shopfluence by Priceza เป็นแพลตฟอร์ม Affiliate Commerce ที่เชื่อมโยงให้ธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ทำงานกับ Content Creators ใดๆก็ตามในการทำ Affiliate Marketing ได้โดยตรง เพื่อสู้ศึก E-Commerce ประเทศไทย ข้อดีตกอยู่กับ Content Creators คนไทยที่มีทางเลือกในการทำ Affiliate ไม่ต้องทำผ่านแพลตฟอร์ม E-Commerce ต่างชาติเพียงอย่างเดียว และมีโอกาสในการสร้างรายได้หลายช่องทาง

 

Trends 2: Competition in Thailand E-Commerce is Heating Up! ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยเปิดทางให้เกิดการแข่งขันแบบเสรีขั้นสุดจากผู้ขายทั่วโลก

ปัจจัยที่ขับเคลื่อนให้คนไทยช้อปออนไลน์คือคูปองและส่วนลด รวมทั้งการจัดส่งสินค้าฟรี ผู้บริโภคไทยปี 2025 ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและคุ้มราคาเป็นหลัก ทำให้การแข่งขันมีการฟาดฟันกันผู้ขายจากทั่วโลก ผู้ค้าออนไลน์หลีกเลี่ยงการแข่งขันไม่ได้อีกต่อไป คุณธนาวัฒน์ คาดการณ์ว่าใน Shopee, Lazada, Titkok ประเทศไทยมีจำนวน Sellers มากถึงประมาณ 3ล้านราย จากสินค้ามากกว่า 300ล้านรายการ ผู้ขายมาจากฝั่งประเทศจีน ที่เข้ามาทุ่มตลาดอย่างต่อเนื่อง เดิมบริษัทไทยยังมีช่องทางในการทำธุรกิจโดยไปจับมือเป็นผู้แทนจำหน่าย แต่ยุคนี้เจ้าของแบรนด์จีนรุกเข้ามาเปิด Brand Official Stores แข่งขันกันโดยตรง

ประเทศไทยเอื้อให้ผู้ค้าออนไลน์จากต่างประเทศให้ส่งสินค้าเข้ามาขาย โดยเงื่อนไขราคาสินค้าที่ไม่เกิน 1,500 บาท สามารถส่งตรงจากประเทศต้นทางเข้ามาหาผู้บริโภคคนไทยถึงบ้านได้เลย โดยไม่ต้องจ่ายภาษีศุลกากร จากการที่กระทรวงการคลังได้ออกประกาศผ่านเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ไปเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2024 ที่ผ่านมา ทำให้สินค้จีนและอีกหลายประเทศทะลวงเข้ามาขายโดยได้เปรียบในด้านต้นทุนที่ถูกกว่าด้านภาษีและไม่ต้องขออนุญาตมาตรฐานสินค้า มอก. และ อย.

 

Trends 3: E-Commerce Listening ช่วยเปิดทางทำธุรกิจออนไลน์แบบ “รู้เขา รู้เรา” เสริมแกร่งธุรกิจไทยแข่งขันในตลาดอีคอมเมิร์ซที่การแข่งขันสูง

จากการแข่งขันที่รุนแรงจากผู้ขายคนจีนและตัวแทนจำหน่ายบริษัทไทย คุณธนาวัฒน์ได้ตกตัวอย่างการนำเครื่องมือ E-Commerce Listening จาก Etailligence มาใช้เป็นตัวอย่างให้เห็นถึงการจับตาคู่แข่ง ตัวอย่างเช่น สินค้าหูฟัง Ugreen Hitune Max5C จากการใช้ E-Commerce Listening จับข้อมูลราคา และยอดขายใน Shopee, Lazada และ Tiktok พบว่า ผู้ขายทางการจากจีน ทำราคาสินค้าได้ถูกกว่าถึง 30% เมื่อเทียบกับบริษัทตัวแทนจำหน่ายของไทย และทำให้กินส่วนแบ่งตลาดของสินค้าตัวนี้ไปถึง 95% (ข้อมูลยอดขายรวมถึงวันที่ 10 มกราคม 2025 จาก Etailligence)

การทำ E-Commerce Listening จะช่วยทำให้ผู้ค้าออนไลน์มองเห็นถึง Insights ที่แต่เดิมอาจต้องพยายามใช้วิธีการคาดเดา แต่ด้วยการใช้เครื่องมือเข้าไปจับข้อมูล ทำให้เข้าใจลูกค้าลึกซึ้งยิ่งขึ้นได้, วิเคราะห์คู่แข่งได้ จะทำให้รู้เขา รู้เรา วางกลยุทธ์การขายและการตลาดได้แม่นยำขึ้น และยังช่วยในการมิงหาโอกาสการขายสินค้าใหม่ๆ ไอเดียดีๆในตลาด มองหาเทรนด์สินค้าใหม่ๆได้

 

Trends 4: E-Commerce Business Model Evolution จากตลาดอีคอมเมิร์ซที่แข่งเดือด ทำให้ผู้เล่นต้องปรับเปลี่ยนให้เกิดโมเดลธุรกิจใหม่ๆหาช่องว่างโตในปีนี้

คุณธนาวัฒ์ พาย้อนมองตลาดอีคอมเมิร์ซไทยเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ปี 2015 ตลาดกระจุกตัวแข่งกันในโมเดลธุรกิจแบบ Marketplace ที่เปิดเสรีให้ผู้ขายมาเปิดหน้าร้านและทำการตลาดเอง โดยเอารายได้จากค่าธรรมเนียมการขาย ผ่านมา 10 ปี ถึงปี 2025 ที่ตลาดโตจึ้นเป็นหลัก 1ล้านล้านบาท ทำให้ผู้เล่นในตลาด Marketplace มีหลากหลายเจ้ามากๆการแข่งขันสูง ทำให้เกิดโมดเลธุรกิจแบบ Vertical Marketplace ที่เจาะหมวดสินค้าเฉพาะทาง เช่น Home & Living Marketplace มี NocNoc และ HomePro, Fashion & Beauty Marketplace มี Central และ Konvy เป็นต้น

อีกโมเดลธุรกิจใหม่ คือ Consignment หรือโมเดลธุรกิจแบบ “ฝากขาย” ปี 2024 Temu เปิดตัวที่ตลาดประเทศไทย สร้างแรงกระเพื่อมอย่างต่อเนื่อง เพราะวิธีการของ Temu จะไปต่อตรงกับโรงงานสั่งซื้อสินค้าในปริมาณมากๆและเอามาทำราคาและการตลาดขายเอง ทำให้ราคาสินค้าถูกใจผู้บริโภค ทำให้ Shopee และ Lazada ปรับโมเดลธุรกิจมาแข่งที่เรียกว่า “Choice” กระตุ้นให้ผู้ขายรายไหนที่ไม่อยากทำการตลาดเอง ให้เอาของมาฝากไว้ที่คลังและ Shopee/Lazada จะเป็นคนทำการตลาดและตั้งราคาขายดันยอดให้เพื่อสู้กับคู่แข่งอย่าง Temu

ธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ไทยหลายรายปรับโมเดลสู่การเน้นการขายผ่านบ้านหลักของตัวเองมากขึ้นในปี 2025 หรือเรียกว่า Own Mobile Application หรือ Brand.com Channel เดิมทีหลายเจ้าเน้นขายผ่านการเปิดร้านใน Marketplace แต่ด้วยการขึ้นค่าธรรมเนียมและค่าร่วมแคมเปญการขายอย่างต่อเนื่องจากทั้ง Shopee, Lazada และ Tiktok ทำให้ธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่หลายเจ้าทุ่มทิศทางหาโมเดลให้ผู้บริโภคซื้อตรงผ่านแอพฯมากขึ้น เพราะไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมให้ Marketplace และยังได้ข้อมูลลูกค้าผู้บริโภคครบถ้วน เพื่อทำการตลาดแบบ CRM ต่อไปได้ในระยะยาว

 

Trends 5: Fast delivery like a devil! ปีแห่งการส่งของไวเป็นปีศาจ ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่อดทนรอสินค้าได้นาน ผู้ขายรายไหนส่งเร็วในวันได้ พร้อมย้ายเจ้า

จากการที่ธุรกิจค้าปลีกปรับตัวใหญ่ กลยุทธ์หลักคือการทำ On-Demand Delivery จากสาขาตัวเอง โดยเอาจุดแข็งที่มีหน้าร้านสาขาทั่วประเทศ อย่างเช่น 7-Eleven Delivery, Lotus’s Online, Makro Pro, Tops, BigC ทุกเจ้าปรับตัวในการเชื่อมโยงสินค้าในสาขาใกล้ตัวให้ส่งหาผผู้บริโภคได้แบบในวันได้แบบสั่งได้

หรือในกลุ่มธุรกิจค้าปลีกสินค้าคอมพิวเตอร์ไอที ทั้ง BANANA, Advice, JIB ก็เสริมความต่าง ทั้งที่จริงๆก็ขายใน Marketplace แต่ถ้าซื้อตรงผ่านช่องทางเว็บไวต์ออนไลน์จะสามารถส่งได้ด้วยแบบสั่งได้ภายใน 1-3 ชั่วโมงเท่านั้นเอง

เรากำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่ทำให้ผู้บริโภคถูกสปอย จนเกิดความเคยชินไม่ชอบอดทนรอสินค้าได้นาน ผลักดันให้การแข่งขันอีคอมเมิร์ซไทยในปี 2025 ผู้เล่นจะแข่งกันส่งเร็วแบบไวเป็นปีศาจ ขนาด Shopee เองยังต้องลงมาสู้โดยเปิดบริการ Shopee Express Delivery โดยการใช้ Rider Shopee Food มาส่งสินค้าแบบ On-Demand ด้วย แม้ว่าจะยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ เชื่อว่าทั้ง Shopee, Lazada, Tiktok จะกดดันผู้ขายของตัวเองให้สู้ศึกการแข่งขันความเร็วมากขึ้นไปอีก ร้านค้าไหนแพ๊คไวส่งเร็จจะได้แต้มบุญเพิ่ม ช่วยให้ขายของได้ดีขึ้น

 

สรุป 5 เทรนด์ Thailand E-Commerce 2025

 

  1. The Rise of Affiliate Commerce เป็น E-Commerce พันธุ์ใหม่ขับเคลื่อนการเติบโตของอีคอมเมิร์ซไทยปี 2025
  2. Competition in Thailand E-Commerce is Heating Up! ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยเปิดทางให้เกิดการแข่งขันแบบเสรีขั้นสุดจากผู้ขายทั่วโลก
  3. E-Commerce Listening ช่วยเปิดทางทำธุรกิจออนไลน์แบบ “รู้เขา รู้เรา” เสริมแกร่งธุรกิจไทยแข่งขันในตลาดอีคอมเมิร์ซที่การแข่งขันสูง
  4. E-Commerce Business Model Evolution จากตลาดอีคอมเมิร์ซที่แข่งเดือด ทำให้ผู้เล่นต้องปรับเปลี่ยนให้เกิดโมเดลธุรกิจใหม่ๆหาช่องว่างโตในปีนี้
  5. Fast delivery like a devil! ปีแห่งการส่งของไวเป็นปีศาจ ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่อดทนรอสินค้าได้นาน ผู้ขายรายไหนส่งเร็วในวันได้ พร้อมย้ายเจ้า

 

 

ที่มา : https://www.priceza.com/insights/

 


  •  
  •  
  •  
  •  
  •