ยังคงจับชีพจรที่เต้นไม่หยุดกับการตลาดบนสมาร์ทโฟน หรือ Mobile Marketing ตามมประสาคนติดมือถือ โดยเราจะมาว่ากันต่อเกี่ยวกับการวัดผลประสิทธิภาพของแอพพลิเคชันของเราว่ามันมีความนิยม หรือยอดคนดาวน์โหลดไปแล้วเท่าไร เพราะยอดการดาวน์โหลดนั้นมันคือ กุญแจ สำคัญไปสู่การทำรายได้ Monetize Application ผ่าน โฆษณา หรือหลายๆ สิ่งอย่างไอเท็มในเกม ส่วนเสริมหรือ Features สำคัญที่ต้องซื้อหลังจากดาวน์โหลดแอพพลิเคชันฟรีมาใช้ จำพวก In-App Purchase ซึ่งรายได้เหล่านั้นจะไม่เกิดเลย หากว่าปราศจากสิ่งเหล่านี้
- การใช้งานเชิง User Experience หรือ UX
- Feed Back ของผู้ใช้งานหลังจากได้ทดสอบ UX และ UI (User Interface) ของเราไป
ทำไมต้อง วางแผนการออกแบบ แอพพลิเคชันทั้งเชิง UX/UI และ Feed Back
การใช้งาน User Experience หรือ UX นั้นมักจะต้องออกแบบควบคู่กับ UI หรือ User Interface หากว่าแอพพลิเคชันของเราออกแบบมาไม่ดีพอในแง่ของความสวยงาม ลำดับขั้นตอนการเข้าถึงข้อมูล ก็คงจะไม่เป็นผลดีต่อผู้ใช้แอพพลิเคชันของเรา กลายเป็นว่า Feed Back ที่เราควรจะได้รับ จากผู้ใช้งานนั้นก็อาจจะไม่ดีก็เป็นได้ หรือไม่แน่คือ มีคนโหลด แล้วก็เกิดการบอกปากต่อปากว่า “ไม่ได้เรื่อง” ก็กลายเป็นว่าสุดท้าย Feed Back ที่ควรจะได้ก็ไม่มีเลย โยงไปถึงยอดการดาวน์โหลด ถ้ามองไม่ออกในจุดนี้ ให้นึกถึง การออกแบบแอพพลิเคชันเกม พัฒนาด้วยต้นทุนที่สูงมากๆ พอพัฒนาแอพพลิเคชันออกมาแล้ว ลำดับการเล่นซับซ้อนเกินไป ไม่เข้าใจว่าเกมเล่นแล้วได้อะไร ควบคุมยาก ก็กลายเป็นว่า Uninstall ทิ้งแล้วก็ไปบอกเพื่อนๆ ว่า เกมนี้ไม่ได้เรื่อง บทสรุปของเกมที่ใช้ทุนพัฒนาสูงอย่างเกมนี้ก็คือไม่มีใครเล่นนั่นแหละครับ
ดังนั้นการออกแบบ การใช้งานให้เพลิดเพลิน และ ลำดับการทำงานนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากประมาณหนึ่ง ส่วนเรื่องของการโปรโมตให้มีคนเล่นนั้น ถ้าเกมมันดีจริง หรือมีแผนการตลาดแบบ Viral ทำให้น่าสนใจแล้ว ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มีคนดาวน์โหลดไปเล่นครับ แต่ถ้าคิดว่า แอพพลิเคชันที่ออกแบบมาแล้วยังมีติดใจ ว่ามันจะตรงตามความต้องการผู้ใช้งานแล้วหรือไม่ก็ลองเล่นผ่าน Media หรือสื่อโฆษณาแบบ CPI อย่างที่ผมเคยบอกไว้เมื่อหลายๆ เล่มก่อนมาแล้ว ลองประยุกต์วางแผนดูครับ
ทำยังไงให้ยอดดาวน์โหลดติดอันดับต้นจนเป็น Recommended
ประสบการณ์ตรงอีกนั่นแหละครับ กับงานเอเจนซี่ของผม ที่ช่วงหลังมาคลุกคลีในส่วนของ Inbound Marketing ไม่พอยังต้องมาร่วมจัดการเกี่ยวกับ Mobile Marketing อีกต่างหาก ก็ได้มีลูกค้าต่างประเทศกลุ่มธุรกิจของเกมได้มาสอบถามกับผมว่า
“ทำยังไงให้แอพพลิเคชันบนแพลตฟอร์ม Android ตัวนี้ ติดอันดับ Top New”
ปัจจัยที่จะทำให้แอพพลิเคชันที่พัฒนามาแล้ว ติดอันดับ Top New หรือใหม่ล่าสุดแนะนำ ในหน้า App Store ของ Apple หรือ Play Store ของ Android นั้นมีปัจจัยวัดผลที่แตกต่างกัน แต่ที่ได้ลองพิสูจน์มาแล้ว ได้ข้อสรุปดังนี้ครับ
ปัจจัยการติดTop New อันดับของ แอพพลิเคชันบน App Store และ Play Store
- แอพพลิเคชันที่เพิ่ง Publish ขึ้นไปบนระบบต้องไม่เกิน 30 วัน เพราะได้ลองทดสอบมาแล้วว่า โอกาสที่ Publish ขึ้นไปบนระบบแล้วเกิน 30 วันโดยไม่มีการอัด Media แล้วมาอัดภายหลัง มันไปขึ้น Top Free แทน Top New
- แอพพลิเคชันที่ Submit ไปแล้วต้องมียอดดาวน์โหลดในวันแรก หรือ สัปดาห์ต่อมาๆ ต่อเนื่องในจำนวนที่สูง
- แอพพลิเคชันบนGoogle Play Store มีการใช้ Review มาช่วยในการจัดอันดับ และ App Store เองก็คงใช้ แต่เปลี่ยนแปลงไม่ชัดเจนเท่าของ Google Play Store ที่เห็นการเปลี่ยนแปลงทันที
- ยอดดาวน์โหลด ณ ขณะนั้น โดย App Store เองต้องเข้าไปดู Report จาก iTunes Connect ส่วน Google Play Store นั้นหากดูที่หน้าดาวน์โหลดของแอพพลิเคชันจะเห็นช่วงของการดาวน์โหลดโดยประมาณ แต่เข้าไปใน Report ผ่านหน้าจอระบบจะเห็นรายงานและจำนวนชัดเจน ว่าถูกดาวน์โหลดไปเท่าไร
กระบวนการเหล่านี้นอกเหนือจากการเล่น Media หรือโฆษณาแล้วก็ยังพอดีโอกาส ปรับแต่งอีกวิธีให้ เกิดการค้นหาที่ง่ายต่อผู้ใช้งานให้มาทำการดาวน์โหลดแอพพลิเคชันของเราเพื่อยอดดาวน์โหลดที่สูง และ ถ้าสูงพอก็จะมีโอกาสติด Top New อย่างตัวอย่างก็เกมเศรษฐีที่คนเล่นกันมากมายตอนนี้
กระบวนการทำ App Store Optimization
อันที่จริงเคยอธิบายการทำไปแล้วว่ามีขั้นตอนยังไง อย่างเช่นการปรับแต่ง คำค้นหา หรือ Keywords การปรับแต่ง Meta Description ให้มีคำค้นหาที่เหมาะสมประกอบในนั้น แนบ Screen Shot หรือหน้าจอการใช้งานเบื้องต้นให้ผู้ใช้งานเลือกตัดสินใจซึ่งก็จะเป็นการตอกย้ำในแง่ของไอเดีย และ UI & UX ที่ผู้ใช้งานจะตัดสินใจเลือกดาวน์โหลด เป็นต้น
ปรับแต่งผ่าน Google Play Store
ปรับแต่งผ่าน Apple App Store
วิธีการเบื้องต้นคือ On Page Optimization สำหรับการทำ ASO ทีนี้มาดูว่า ASO มันมีวิธีการทำ Off Page Optimization เหมือนการทำ SEO (Search Engine Optimization) หรือเปล่า ผมได้แนบตารางการปรับแต่งที่ควรตรวจสอบ ระหว่าง 2 แพลตฟอร์ม ว่าปัจจัยมันมีอะไรบ้าง
คราวนี้ก็มาเป็นเรื่องของ สัดส่วนของแพลตฟอร์มที่เราจะต้อง ทุ่มเทกับมันซะหน่อย ผมได้เอา สถิติของ comScore ปี 2013 และ 2014 มาเปรียบเทียบเกี่ยวกับ Market Share หรือสัดส่วนตลาดของระบบปฏิบัติการที่มีชีวิตรอดอยู่จนทุกวันนี้
- Android: 51.6%
- Apple: 40.7%
- Blackberry: 4.8%
- Microsoft: 3.0%
- Symbian: 0.4%
จะเห็นว่า Android และ Apple ยังคงน่าสนใจที่จะทำตลาดอยู่ ทีนี้มาดู สถิติของยอด ดาวน์โหลดทั้ง Free และ Paid กันผ่านทุกแพลตฟอร์มที่ว่ามากันหน่อยว่าได้เท่าไร จากปี 2013-2014
- Google Android: 58%
- Apple iOS: 33%
- Microsoft Windows Phone: 4%
- BlackBerry: 3%
จะเห็นว่าก็เป็นสิ่งยืนยันพื้นที่ตั้งมั่นที่เราควรจะไปสร้างแลนด์มาร์คกันซะหน่อยนั่นคือ Google Android และ Apple iOS ที่ยังคงครองตลาดยอดดาวน์โหลดทั้งหมดอยู่ ซึ่งเสียใจกับ Symbian ที่หายไปแล้ว ทีนี้ก็เหลือแต่ว่าเราจะวิเคราะห์แอพพลิเคขันของเราที่ Publish ขึ้น App Store ไปแล้ว ซึ่งบริการที่น่าสนใจตัวหนึ่งที่ผมเองก็ได้ทดลองใช้มาได้ระยะหนึ่งแล้วสามารถช่วยเหลือได้คือ App Annie ครับ
วิธีการใช้งาน App Annie เบื้องต้น
เข้าไปที่เว็บไซต์ https://www.appannie.com ทำการสมัครสมาชิก ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในเบื้องต้น กรอกข้อมูลที่สำคัญลงไปในระบบ ทำการยืนยันผู้ใช้งานให้เรียบร้อย
เมื่อเข้ามาที่ระบบของ App Annie แล้วให้คลิกที่ชื่อสมาชิกของเราให้เรียบร้อยเลือก Connection แล้วทำการเชื่อมต่อ บัญชีนักพัฒนาของ Apple Developer (ซึ่งต้องเป็นคนพัฒนาแอพพลิเคชันก่อน) เช่นกัน Google Play Store ต้องมีบัญชีนักพัฒนาเช่นกัน
เมื่อทำการเชื่อมต่อบัญชีนักพัฒนาเรียบร้อยแล้วก็ได้เวลา ดูสถิติกัน ต้องใช้เวลา 24 ชั่วโมงในการเก็บสถิติเล็กน้อยหลังจากเชื่อมต่อ เพื่อที่เราจะได้รู้ว่ามีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับแอพพลิเคชันของเรามากน้อยแค่ไหน ไปที่เมนู Analytics
เลือกเมนูย่อยชื่อ Select ตามรูปภาพประกอบจะพบกับ รายการแอพพลิเคชันที่เราเป็นเจ้าของ ให้เลือกสักหนึ่งแอพพลิเคชันที่เราต้องการดูข้อมูลขึ้นมา ตามตัวอย่าง
ตัวอย่างที่ปรากฏคือ แอพพลิเคชันเกม Epson iMatch ที่มีการปรับแต่ง Meta Description ของแอพพลิเคชันมาแล้ว เกี่ยวกับ เครื่องฉาย “โปรเจ็คเตอร์” หรือ “iMatch” เป็นต้น ให้สังเกตเมนูด้านซ้ายจะเห็นชื่อว่า “Keywords ASO” ให้ทำการคลิกเข้าไปจะเห็นรายงานที่เกี่ยวแอพพลิเคชันตัวนี้ทันที
รายงานที่ปรากฏนั้นก็คือ Keywords ที่ได้ทำการ Optimize ได้แล้ว และได้เอา URL ของ หน้าดาวน์โหลดไปโปรโมตตามเว็บไซต์รีวิวแอพพลิเคชัน และเล่น Media โฆษณามาบ้าง เป็นระยะหนึ่งตัวรายงานที่ปรากฏนั้นจะมีตำแหน่งของ การแสดงผลบน App Store ปรากฏขึ้นมาเช่นตัวอย่าง
จะเห็นว่า Keyword ที่ชื่อว่า “iMatch” นั้นจะทำให้ผู้ใช้ ค้นหาคำว่า iMatch ปรากฏที่หน้าแสดงผล อันดับที่ 6 ส่วน Keywords อื่นๆ ยังไม่ค่อยสู้ดีนักเช่น “projector” ยังคงอยู่อันดับที่ 120 กว่าๆ อยู่ ซึ่งต้องมีการเอา สถิติการดาวน์โหลดจาก Rank History มาเทียบกัน
นอกเหนือจากนั้นยังสามารถดู Reviews ของแอพพลิเคชันของเราได้ด้วยว่า ต้องปรับแต่งอะไรบ้างจาก เมนู Reviews
หากว่าลูกค้าของเราต้องการดู สถิติการดาวน์โหลด หรือ การทำ ASO ว่า Keywords ไหนติดอันดับอะไรบ้าง เราสามารถแชร์หรือแบ่งปันรายงานตัวนี้ให้กับลูกค้าของเราโดยการเลือกเมนู Sharing ตามภาพ
ลูกค้าหรือคนที่ต้องการ Share ตัวรายงานของเรานั้นมีแค่ Email Address ก็เพียงพอให้คุณทำการ ส่งไปที่อีเมล์ของลูกค้า พอลูกค้า หรือคนที่อยากเห็นรายงานของเราได้รับ จะมีการยืนยัน และบังคับให้สมัครสมาชิก เพื่อเข้ามาดู รายงานด้วยกันได้
ทั้งหมดนี้คือ วิธีการใช้งาน App Annie ในเรื่องของการ เฝ้าวิเคราะห์ และตรวจสอบอันดับของแอพพลิเคชันของเราให้ติดหน้าแรกๆ หรือการแสดงผลแรกๆ ใน App Store และ Google Play Store โดยจะมีรายงาน และ ปัจจัยต่างๆ ให้วิเคราะห์กันดูอย่างละเอียดเพื่อที่เราจะได้นำไปปรับแต่งให้ค้นหาได้ง่าน เพิ่มยอดดาวน์โหลด และสร้างรายได้จากแอพพลิเคชันของเรานั่นเองครับ
สามารถติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ที่ นิตยสาร E-Commerce ฉบับที่ 188
หรือทาง www.ecommerce-magazine.com
ข้อมูลผู้เขียน
บัญญพนต์ พูลสวัสดิ์
ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ www.daydev.comจบปริญญาโทสาขาไอทีจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ปัจจุบันทำงานเป็น Senior Search Engine Specialist ที่บริษัทดิจิตอลเอเจนซี Adways Labs Thailand Co., Ltd. พร้อมทั้งควบตำแหน่ง อาจารย์พิเศษบรรยายตามมหาวิทยาลัยชั้นนำ ที่ปรึกษาด้าน Inbound Marketing และ Developer Communities ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ